หน้าเว็บ

วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2563

เทคนิคไกด์ เที่ยวไทยสบาย

    

ที่มา:https://sites.google.com/site/fhdfh656/thraphyakr-thxng-theiyw-tourism-resources

    การท่องเที่ยวถือเป็นสิ่งที่สำคัญต่อประเทศไทย ซึ่่งสร้างรายได้จำนวนมหาศาล โดยการเดินทางเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ อความสนุกสนานตื่นเต้นหรือเพื่อหาความรู้ รวมทั้งเรียนรู้ศิลปะวัฒนธรรมอันสวยงาม ไม่ว่าจะเป็น สถาปัตยกรรม วัด วัง อาคาร บ้านเรือน ตลอดจนวิถีชีวิต และธรรมชาติ โดยที่การท่องเที่ยวได้สร้างระะบบการจัดการขึ้นประกอบด้วยหลากหลายส่วนมีหน้าที่สำคัญแตกต่างกันออกไป โดยเฉพาะ มัคคุเทศก์

    

ที่มา:https://www.shutterstock.com/th/image-vector/tourists-guide-vector-illustration-188038091

    มัคคุเทศก์นับว่าเป็นส่วนที่สำคัญสำหรับการท่องเที่ยว เปรียบเสมือนทูตวัฒนธรรม มีหน้าที่คอยให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานที่นั้น ๆ ให้แก่นักท่องเที่ยวเข้าใจ และเข้าถึงซึ่งคุณค่า ความงดงามของสถานที่นั้น ๆ ซึ่งจะต้องผ่านการฝึกฝน เรียนรู้ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ มีการจัดการที่เป็นระบบ มีไหวพริบในการให้ความรู้ที่แตกต่างหลากหลายในแต่ละกลุ่ม อาทิ คนต่างชาติ  ตลอดจนความรักและสนใจในอาชีพนี้เป็นอย่างมาก ฉะนั้น มัคคุเทศก์จึงต้องมีเทคนิคสำคัญในการให้ข้อมูลแก่นักท่องเที่ยว


กระบวนนำเที่ยวของมัคคุเทศก์ เเบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักดังนี้

1.กระบวนการทำงาน

การเกริ่นนำและให้ข้อมูลภาพรวมของสถานที่ ชี้แจ้งเนื้อหา และให้ข้อมูลรายละเอียดกับสถานที่ กฎเกณฑ์ข้องบังคับ การแต่งกาย ถ่ายภาพ ความปลอดภัย รวมทั้งการบอกภาพรวมโปรแกรม จุดนักพบกรณีที่มีการพลัดหล ของนักท่องเที่ยว  

2.เนื้อหาสถานที่

 สถานที่ในแต่ละจุดจะต้องพูดในสิ่งที่จำเป็น ควรจะเป็นเนื้อหาที่ครอบคลุม ประวัติ ผู้สร้าง สถานที่ ความสำคัญ  จุดเด่น และ รายละเอีดน่าสนใจ โดยการวิเคราะห์ความสนใจของนักท่องเที่ยวเป็นหลัก อาจจะมีการเสริมเนื้อหาเกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ ให้น่าสนใจมากขึ้น

3.เทคนิคการนำชมแลการพูด

มัคคุเทศต้องมีบุคลิกภาพที่ดี มีความมั่นใจ รอยยิ้ม และเลือกจุดนำชมที่เหมาะสม เป็นที่สามารเห็นได้ชัดเจน โดยไม่รบกวนผู้อื่น อากาศถ่ายเทสะดวก และมีร่มเงา ซึ่งมัคคุเทศก์จะต้องมีการใช้นำเสียงชัดเจน มั่นใจ สูง ต่ำ ตลอดจนรอยยิ้ม รวมทั้งกริยาท่าทางประกอบ ตลอดจนการตั้งคำถามและตอบคำถาม ชัดเจน กระชับ สั้นเข้าใจง่าย บางครั้งมีการใช้ลักษณะแทนวัตถุ เช่น สี  ลักษณะ เพื่อให้เกิดความเข้าใจง่ายขึ้น ซึ่งมัคคุเทศก์ จะต้องกำหนดจุดนัดพบและระยะเวลาให้ชัดเจน



ข้อควรปฎิบัติของมัคคุเทศก์

  • จะต้องหาพื้นที่ที่เหมาะสมอากาศปลอดโปร่ง และเหมาะสมในการพักผ่อน เช่น ร่มไม้ ศาลา เป็นต้น ในการให้ความรู้เกี่ยวกับสถานที่ กำหนดข้อตกลง แนะนำวิธีปฏิบัติ  ส่วนการอธิบายควรยืนในตำแหน่งที่พอดี เพื่อที่ลูกทัวร์จะสามารถมองเห็นได้ในทุกสิ่งที่นำเสนอ  อีกทั้ง หันหน้าเข้าหาลูกทัวร์ ไม่ควรยืนบังสิ่งที่จะนำเสนอ โดยยืนเฉียงประมาณ 45 องศา เพื่อให้เห็นทั้งลูกทัวร์และสิ่งที่นำเสนอ การยืนใกล้ชิดกับวัตถุ จะทำให้ลูกทัวร์สนใจสิ่งนั้นมากขึ้น 

  • มัคคุเทศก์จะต้องอธิบายภาพรวมให้นักท่องเที่ยวเข้าใจ ให้ข้อมูลเบื้อต้นเกี่ยวกับสถานที่ รวมทั้งการบอกวัฒนธรรมประเพณี ข้อปฎิบัติ ข้อบังคับ  เช่น ถอดหมวก ถอดรองเท้า  ข้ามธรณีประตู  การถ่ายภาพในที่ห้ามถ่าย  อีทั้งการเข้าห้องน้ำ  การแยกตัวของลูกทัวร์ในการเข้าชม เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย อีกทั้งการกำนดเส้นทางจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดการเข้าชม ตลอดจนกำหนดสถานที่จุดนัดพบกรณีที่มีการผลัดหลง จุดนัดพบหลังจากการเยี่ยมชมและระยะเวลาควรบอกให้ชัดเจน

  • มัคคุเทศก์จะต้องมีความมั่นใจ มีทักษะในการพูด เช่น น้ำเสียงหนักเบา สายตามุ่งมั่น ถ่ายทอดอารมณ์ และมีรอยยิ้มเสมอ อีกทั้งจะต้องมีการเชื่่อมข้อมูลไปยังวัตถุต่อไป ตลอดจนการใช้กิริยาท่าทางประกอบ เพื่อให้ได้อรรถรสและความน่าสนใจให้กับลูกทัวร์

  • การอธิบายขยายความให้นักท่องเที่ยวชม  ควรใช้คำศัพท์เพื่อให้ความรู้และอธิบายคำศัพท์เพิ่มต้อม อีกทั้งยังให้ความรู้ลายระเอียดในการอธิบายศิลปะสถาปัตยกรรม เช่น หน้าบัน หลังคา ปูนปั้น ต่าง ๆ ตลอดจนเกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้าใจมากขึ้น  รวมถึงการเชื่อมข้อมูลให้ลื่นไหลไม่ติดขัด

  •  ควรเตือนลูกทัวร์ในทุกการเดินทาง เพื่อระมัดระวังอุบัติเหตุ เช่นทางลาด โดยจะต้องให้ความสนใจกับลูกทัวร์ไม่ให้คาดสายตาในทุกพื้นที่

 

    จะเห็นได้ว่ามัคคุเทศก์ไม่ได้มีหน้าที่เพียงจดจำข้อมูลสถานที่และพากย์ทัวร์เท่านั้น เเต่ยังมีหน้าหลากหลายในการควบคุมดูและเเละจัดการอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยเเละความเรียบร้อยให้แกนักท่องเที่ยวทุกคน ตลอดจนการมีบุคลิกและปฎิสัมพันธ์ รอยยิ้มความจริงใจ และความมั่นใจ ในฐานะด่านหน้าทางการต้อนรับผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ฉะนั่นหน้าที่ของมัคคุเทศก์จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากและเทคนิคการปฎิบัติของมัคคุเทศก์จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้และนำไปปฏิบัติ เพื่อให้นักท่องเที่ยวประทับใจและมีความสุข รวมทั้งได้ความรู้ ความเข้าใจและความปลอดภัย ซึ่งเป็นการส่งเสริมเเละสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย







เทคโนโลยีทางการท่องเที่ยว

วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2563

เปลี่ยนผ่านตามกาลเวลา

         

     
ที่มา:http://natres.psu.ac.th/Department/PlantScience/510-111web/book/book%20content.htm/chapter01/Agri_01.htm


       หากการเกิดมาของมนุษย์ทุกคนในโลก ต้องมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ คงไม่ต่างจากบรรพบุรุษของเราซึ่งใช้เวลายาวนานในการสร้าสรรค์สังคมและอารยธรรม ผ่านการเวลาและยุคสมัยต่าง ๆ นานา ก่อกำเนิด ชุมชน บ้านเมือง อาณาจักน้อยใหญ่ตามลุ่มแม่น้ำต่าง ๆ ทั่วทุกทวีป จนกลายมาเป็นอารยธรรมเริ่มต้นของมวลมนุษย์ การสร้างวัฒนธรรม การติดต่อสัมพันธ์ เคลื่อนย้ายและถ่ายทอดภูมิปัญญาซึ่งกันและกันตลอดมา การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของมนุษย์โลกแบ่งเป็น 3 ช่วงใหญ่ ๆ ดังนี้



1.Paleolithic Era (ยุคหินเก่า)


ที่มา:http://www.ngwk.ac.th/web/social/em-orn/west-culture/page1.htm

 ยุคหินเก่าเป็นยุคที่มีการเริ่มประดิษฐ์คิดค้นเมืองเมืองเครื่องใช้ขึ้นครั้งแรก แต่คงอาศัยตามธรรมชาติเป็นหลัก พึ่งพาธรรมชาติและสัตว์ป่า ในขณะที่ความซับซ้อนทางสังคมยังไม่มากนักและเทคโนโลยียังไม่หลากหลาย ทั้งนี้ก็เพื่อการอำนวยความสะดวกตามการใช้งานเท่านั้น เช่น การตัด การทบ เป็นต้น ซึ่งมีเอกลักษณืที่บ่งบอกถึงมนุษย์ยุคหินเก่าดังนี้

-  การดำรงชีพด้วยการล่าสัตว์และหาของป่า หรือใช้ชีวิตแบบเร่ร่อน

- อาศัยอยู่ตามเพิงผาและถ้ำ เพื่อป้องกันอันตรายจากสัตว์ป่าและป้องกันลมฝน

-มีการผลิตเครื่องเมือเครื่องใช้เพื่ออำนวยความสะดวกโดยจะเป็นการกะเทาะหิน ซึ่งมีลักษณะหยาบและใหญ่ ไม่เหมือนในยุคอื่น ๆ

-เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างงานศิลปะ โดยการเขียนถ้ำ เช่นรูปสัตว์ รูปคน  เพื่อประกอบพิธีกรรมต่างง ๆ และการสร้างประติมากกรมรูปเคารพขนาดเล็ก

-เป็นเริ่มต้นของพิธีกรรมและความเชื่อ ในการฝังศพและความเชื่อเรื่องโลกหน้า ซึ่งมีการฝั่งสิ่งของเครื่องใช้สำหรับผู้ตายด้วย

 

2.Nelithic Era (ยุคหินใหม่)

ที่มา:https://artinhistory0.blogspot.com/2019/04/neolithic.html

ในขณะที่ยุคหินใหม่มีความคาบเกี่ยวกับยุคหินเก่าและยุคเริ่มต้นอารยธรรมโดยการพัฒนาจากยุคหินเก่าและส่งต่อไปยังยุคต่อไป ซึ่งเป็นยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของมนุษย์ หรือเรียกว่าคลื่นลูกที่1 โดยการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่สังคมเกษตรและเริ่มสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ มากขึ้น

  สามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงและเอกลักษณ์ของยุคนี้ได้ดังนี้

-การลงหลักปักฐาน สร้างชุมชน แทนการเร่รอน โดยการสร้างบริเวณลุ่มแม่น้ำ ทั้งนี้ก็เพื่อสะดวกในการอุปโภคบริโภคและการเพาะปลูก

- เริ่มการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์แทนการล่าสัตว์ หาของป่าโดยการนำสัตว์ป่ามาเลี้ยง นำพืชป่ามาปลูก เช่น  วัว ควาย หมู ข้าว ถั่ว เป็นต้น เพื่อเป็นการผลิตอาหารแบบถาวร

-การผลิตเครื่องมื้อเครื่องใช้ที่หลากหลายและมีประสิทธิภาพ  ความสวยงามมากขึ้น อาทิ เครื่องมือหินขัด ขวานหินขัด หม้อ ไถ กี่ท่อผ้าเป็นต้น รวมทั้งการผลิตอาวุธต่าง ๆ

-ริ่มการสร้างสรรค์รูปบบงานศิลปะ เช่น ลายหม้อ เครื่องประดับ   

 

3.The First Cities and Civilization (ยุคเริ่มต้นอารยธรรม)

ที่มา:https://www.socialhizo.com/historia/edad-antigua/la-india-de-la-civilizacion-del-indo-al-periodo-vedico

หลังจากการพัฒนาสูงสุดในยุคหินแล้ว ภูมิปัญญาความรู้เพิ่มพูนมากขึ้น รวมทั้งการอยู่ร่วมกันของผู้คนหลากหลาย ตลอดจนการพัฒนาทางการเกษตรแบบใหม่ ซึ่งทำให้มีการพัฒนาและสร้างสรรค์วัฒนธรรมต่าง ๆ อีกทั้งอาชีพใหม่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงการเกิดขึ้นของรูปแบบการปกครองที่เป็นระบบ จึงเรียกว่า ยุคของอู่อารยธรรม

อารยธรรมเริ่มแรกของมวลมนุษย์ปรากฏอยู่ 4 อารยธรรมใหญ่ ดังนี้

1.อารยธรรมอียีปต์    บริเวณลุ่มน้ำไนล์

2.อารยธรรมเมโสโปเตมีย  บริเวณลุ่มน้ำไทกริส-ยูเฟรติส

3.อารยธรรมอินเดีย บริเวณลุ่มน้ำสินธุ

4.อารยธรรมจีน    บริเวณล่มน้ำฮวงโห

 ซึ่งในยุคนี้มีความสำคัญดังนี้

-    การสร้างระบบชลประทาน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าของการเกษตร โดยการควบคุมและจัดส่ง ผันน้ำ ไปยังพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มผลผลิตที่มากขึ้น จนเกิดผลผลิตส่วนเกินที่เกินความต้องการขึ้นขึ้น

-ความซับซ้อนทางสังคม โดยเฉพาะระบบชนชั้น เนื่องการการอยู้รวมกันของคนหมู่มาก จึงมีการแบ่งชนชั้นเพื่อง่ายต่อการปกครอง เช่น กษัตริย์ ขุนนาง นักรบ นักบวช พ่อค้า ช่างฝีมือ ชาวนา และทาส

-   การผลิตเครื่องมือเครื่องใช้และอาวูธที่มีประสิทธิภาพและหลากหลาย เช่น หอก ดาบ ขวาน มีด เคียว จากวัตถุดิบที่ทันสมัย เช่น เหล็ก เป็นต้น

-   รูปแบบการปกครองที่ชัดเจน โดยการปกครองที่มีผู้นำ หรือกลุ่มผู้นำ เช่น กษัตริย์ ขุนนาง นักรบ  โดยการใช่กฎหมายและข้อบังคับต่าง ๆ ซึ่งได้รับค่าตอบแทนจากผลผลิตที่เป็นส่วนเกิน

- ศาสนาและความชื่อ ซึ่งมีการเกิดขึ้นของศาสนาและเทพเจ้าเพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจและการดำเนินชีวิต โดยส่วนใหญ่มักจะเป็นรูปแบบพหุนิยม เช่น เทพเจ้า เร/รา  ซุส  เป็นต้น

-      การสร้างงานศิลปะ เช่นสถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตกรรม ซึ่งสร้างสรรค์อาชีพช่างฝีมือขึ้นจำนวนมาก อาทิ วิศวกร นักเขียน เป็นต้น ตลอดจนการประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นมาใช้

-    การค้าขาย เมื่อมีผลิตผลิตที่มากขึ้นและการขาดแคลนทรัพยกรที่จำเป็นมรการสร้างบ้านเมือง จึงต่องมีการติดต่อสัมพันธ์กันกับอารยธรรมอื่น ๆรอบข้าง ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายของผู้คน ส่งต่อ วัฒนธรรม ประเพณี ภาษา ความคิด ซึ่งกันและกัน

     จึงทำให้ยคนี้ผู้คนมีการติดต่อสัมพันธ์และสร้าอารยธรรมให้เจริญรุ่งเรื่องตลอดจนเครื่องมือเครื่องใช้ และการปกครอง มากกว่ายุคหินใหม่และหินเก่า

 

        จะเห็นได้ว่า การที่มนุษย์เปลี่ยนวิถีชีวิตแบบใหม่ซึ่งไม่จำเป็นต้องเร่ร่อน แต่เป็นการตั้งถิ่นฐานอยู่กับที่ ตั้งบ้านเรือน เลี้ยงสัตว์ ทำเกษตรกรรม กักเก็บเสบียงอาหาร ประกอบการพัฒนาด้านเครื่องมือเครื่องใช้ที่มีความเจริญสูงสุดในยุคหินไปจนการค้นพบแร่ต่าง ๆ อาทิ ทองแดง สำริด เหล็ก ซึ่งเป็นตัวช่วยให้มนุษย์เข้าสู่โลหะ จึงมีการผลิตเครื่องมือเครื่องใช้เพื่ออำนวยความสะดวกและมีประสิทธิภาพมาขึ้น นำไปสู่การผลิตอาวุธ และสินค้าต่าง ๆ ด้วยเหตุนี้ในยุคหินใหม่และยุคโลหะจึงมีการรวมกลุ่มการอยู่อาศัยของผู้คนจำนวนมากและหลากหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นปัจจัยให้เกิดการก่อสร้างอารยธรรม วัฒนธรรม การปกครอง ในขณะที่ กลุ่มคนหลากหลายกลุ่มต่างมีการสร้างอรายธรรมและพัฒนาต่อเนื่องเรื่อย ๆ  การติดต่อสัมพันธ์รหว่างกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นการค้า การสงครามขยายอาณาเขต แสวงหาทรัพยากรเพื่อการพัฒนา ในขณะที่การเว้นว่างจากการทำงาน และการเดินทางในแบเก่า ทำให้เกิดการขยายเผ่าพันธุ์กลายเป็นสัคม ตลอดจนการสร้างสรรค์ศิลปะ วัฒนธรรม ภูมิปัญยาและความรู้ ตลอดจนตัวบทกฎหมายเพื่อควบคุมผู้คนจำนวนมากให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข รวมทั้งการกำหนดบทบาทจารีตหน้าที่ของผู้คนแต่ละคนในสังคม อันเป็นการเปลี่ยนแปลงและสร้างสรรค์อารยธรรมของมวลมนุษย์


 

 


วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2563

บรรพบุรุษ-มนุษย์ของโลก

    

     

 

ที่มา:https://nawin648797431.wordpress.com/2019/02/27/การกำเนิดมนุษย์/


        มนุษย์ในปัจจุบันมีความแตกต่างหลากหลาย ทั้ง เชื้อชาติ ศาสนา ภาษา วัฒนธรรม ล้วนเเล้วเเต่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ภายใต้ความเเตกต่างเหล่านั้นมนุษย์กลับมีจุดกำเนิดจากบรรพบุรุษเดียวกันเดียวกัน จากร่องรอยหลักฐานทางโบราณคดี อาทิ รอยเท้า เครื่องเมืองเครื่องใช้ และร่อยร่อยวัฒนธรรมสะท้อนให้เห็นถึงวิวัฒนการที่ไม่ของหยุดนิ่งของมนุษย์ อันเป็นต้นกำเนินที่สำคัญของมวลมนุษยชาติ

ที่มา:https://teen.mthai.com/variety/57963.html


      ในยุคที่สรรพสัตว์อาศัยร่วมกันในป่าทวีปแอฟริกา ได้เริ่มมีการพัฒนาการของมนุษย์เกิดขึ้นราว 5 ล้าน-200,000 ล้านปี โดยการเปลี่ยนแปลงตนเองจากการอาศัยบนต้นไม้ลงมาอยู่บนพื้นดิน จากการเดิน 4 ขา กลายมาเป็น 2 ขา และได้มีการพัฒนนาขึ้นมาเรื่อยๆ จนเเตกต่างจากสัตว์ชัดเจน จึงได้มีการแบ่งมนุษย์โบราณ เป็น 4 ดังนี้ 


 กลุ่มออสตราโลบิธิคัส(Australopithecine) 

ที่มา:https://www.sciencephoto.com/media/931397/


เป็นกลุ่มเเรก ๆ ที่มีพัฒนาการมาจากสัตว์   โดยการเดิน ขา มีอายุราว 4-5 ล้านปี  ยังปราศจากวัฒนธรรมต่างๆ 


กลุ่มโฮโมแฮบิลิส(Homo Habilis) 

ที่มา:https://ro.pinterest.com/pin/505529126906308457/

 เริ่มมีการพัฒนามาขึ้นโดยเฉพาะการรุ้จักใช้เครื่องมือเครื่องใช้ ซึ่งมีลักษณะหยาบๆ และมีสมองที่ใหญ่ขึ้น


กลุ่มโฮโม อีเร็กตัส(Homo Erectus)  

ที่มา:https://www.bbc.com/news/science-environment-50827603

    เริ่มมีการอพยพกระจายตัวไปยังที่ต่าง ๆ และมีการพัฒนาเครื่องมือเครื่องใช้ที่ละเอียด และกะทัดรัดมากขึ้น โดยเฉพาะการเริ่มใช้ไฟจากธรรมชาติครั้งแรก


กลุ่มโฮโมเซเปียน (Homo Sapiens )

ที่มา:https://www.sciencephoto.com/media/946355/view/homo-sapiens-idaltu-male-illustration

เป็นกลุ่มที่มีพัฒนาการมากที่สุดทั้งรูปร่างและวัฒนธรรม โดยการผลิตเครื่องมือเครื่องใช้ที่หลากหลายและการรู้จักผลิตไฟขึ้นมาใช้เอง รวมทังการอพพยพกระจายตัวไปยังที่ต่างๆทั่วทุกทวีป ในขณะที่สมองมีขนาดใหญ่ขึ้น จึงทำให้หัวกระโหลกมีขนาดใหญ่และใกล้เคียงกับมนุษย์ในปัจจุบัน



การปรากฎมนุษย์ในทวีปเอเชีย

ทวีปเอเชียเป็นทวีปเชื่อกับทวีปแอฟริกา จึงปรากฎร่องรอยของมนุษย์ที่อพยพเข้ามายังดินแดนแห่งนี้ โดยเป็นมนุษย์มนุษย์โฮโม อีเร็กตัส ปรากฏ 2 กลุ่มใหญ่ คือ มนุษย์ชวาและมนุษย์ปักกิ่ง ซึ่งมีการค้นพบ ฟัน แผ่นกะโหลก กระดูดหน้าแข้งของมนุษย์ชวา(Java Man) บริเวญแม่น้ำโซโล ในหมู่เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซียในปี 1891-1892 ก่อนจะมีการค้นพบมนุษย์ปักกิ่ง (Peking Man) ในปี 1923 ใกล้บริเวณหมู่บ้านโซโกเดียน มลฑลปักกิ่ง ประเทศจีน

  

การปรับตัวของมนุษย์ในยุคหิน


ที่มา:https://www.sciencephoto.com/media/931397/view/australopithecine-lucy-illustration

การปรับตัวของมนุษย์ในยุคหินเก่าและยุคหินใหม่มีความแตกต่างกันหลายอย่าง แต่ก็เกิดจากการพัฒนาต่อเนื่องกัน โดยมนุษย์ในยุคหินเก่ายังคงมีการใช้ชีวิตกับธรรมชาติเป็นหลักโดยการเดินทางเร่รอน อาศัยตามเชิงผาและถ้ำ อีกทั้งยังมีการหาของป่าล่าสัตว์เพื่อดำรงชีวิต รวมทั้งการอยู่อาศัยในกลุ่มเล็ก ๆ เพื่อสะดวกในการเดินทาง ตลอดจนการผลิตเครื่องมือเครื่องใช้เพื่ออำนวยความสะดวก อาทิ เครื่องมือหินกะเทาะ ไม่ว่าจะเป็น มีด ขวาน เพื่อสับและตัดเนื้อสัตว์  ซึ่งยังไม่มีการตกแต่งให้ละเอียดมากนักจึงยังเป็นเครื่องมือแบบหยาบ ๆ

   ในขณะที่มนุษย์ยุคหินใหม่มีการพัฒนาที่ก้าวกระโดด ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของมวลมนุษย์ โดยการพัฒนาเกษตรกรรม เปลี่ยนวิถีชีวิตจากการเร่รอน หาของป่าและล่าสัตว์ เป็นการอยู่กับที่ ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ไว้เป็นอาหาร ตลอดจนการสร้างวัฒนธรรมต่าง ๆ เช่น บ้านเรือน หม้อ ไห เสื้อผ้า ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิต ในขณะที่เครื่องมือเครืองใช้มีความสวยงามมากขึ้นกว่ายุคหินเก่า เกิดจากการขัดตกแตกให้สวยงาม กะทัดรัด หลากหลายและใช้งานง่ายขึ้น อาทิ ขวานหินขัด มีด เคียว สิ่ว เลื้อย ประกอบกับการนำสัตว์ป่ามาเลี้ยงเพื่อเป็นอารและการกักเก็บเสบียงอาหาร ตลอดจนการใช้ภาษาและการติดต่อสื่อสาร 


    การศึกษาวิวัฒนาการของมนุษย์มีความสำคัญเพื่อให้เห็นร่องรอยของบรรพบุรุษ พัฒนาการ การปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติและสิ่งเเวดล้อมในแต่ละยุคสมัยล้วนมีความเเตกแต่งกันไป และยังเป็นจุดสำคัญที่ทำให้เกิดการพัฒนาในด้านต่างๆ อาทิ สังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และเทคโนโยลีในปัจจุบัน ซึ่งมีผลให้เกิดการเปลี่ยนเเปลงต่อ ๆ ไปในอนาคต ฉะนั่น ร่องรองของมนุษย์ในอดีตจึงเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นจุดกำเนิดเเละพัฒนการอย่างไม่เคยหยุดนิ่งของมวลมนุษย์ 

วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2563

Wat Phra That Lampang Luang



ที่มา:https://web.facebook.com/watpratartlampangluang/photos/fpp.399387470180871/1655891784530427/?type=3&theater
       Lampang or Kelang Nakorn Is another province in Thailand. That still maintains  Lanna civilization Both the way of life, traditions, traditions, temples and local architecture As well as arts and culture One of them is "Wat Phra That Lampang Luang"




 Wat Phra That Lampang Luang Located in Lampang Luang Subdistrict, Ko Kha District, Lampang Province, far from Lampang Town To the west 18 kilometers south.  Wat Phra That Lampang Luang Is a sacred temple in Lampang since ancient times

ที่มา:https://i.pinimg.com/originals/1d/18/bd/1d18bd04905f4f59eef9269af5faf436.jpg

         The Wat Phra That Lampang Luang is a fortified temple or wiang; it was built on top of an earth mound and is surrounded by high brick walls. In the early 18th century when Lampang was occupied by the Burmese, the invaders occupied the temple. It was later freed by a group of 300 local people led by a man named Thippachak, whose statue can be seen on the temple grounds.

      To enter the temple, you must pass a pair of guardian lions and climb the naga stairway up to the massive main gate. The main prayer hall, the Wiharn Luang, stands close inside the main entrance. The wiharn is open on all four sides, forming a huge covered hall. Sturdy columns support the roof. The columns are finished in black lacquer and stenciled with gold leaf designs. The gilded ‘ku’ containing the main Buddha image in the wiharn. The ground of the temple is covered with sand, symbolizing the ocean that surrounds Mount Meru.


ที่มา:https://www.viriyah.co.th/th/content/article.php?page=185



The Viharn Luang

ที่มา:https://www.viriyah.co.th/th/content/article.php?page=185


   The Viharn Luang, a large building with a three tiered roof was built during the second half of the 15th century. It is open on all sides, which is characteristic of the early Lanna styl. The wooden gable of the front façade is decorated with a Thewada figures, under which are images of water bowls and monk’s fans.
    Inside the Viharn Luang pillars decorated with lai kham, gold patterns on black lacquer, support the roof. A very elaborate large golden ku, a structure where important Buddha images  called that   “Phra Chao Lan Thong” cast in 1563. Are enshrined, is found in the center of the viharn.
     The viharn’s walls contain beautiful murals depicting the Jataka tales, the stories about the previous lives of the Buddha.

ที่มา:https://web.facebook.com/watpratartlampangluang/photos/fpp.399387470180871/1609940242458915/?type=3&theater



The Chedi

ที่มา:https://blog.traveloka.com/th/local-attraction/lampang-traveling-best-check-in/attachment/

Phra That Lampang Luang is a Lanna Chedi mixed with i Langka Chedi, 45 meters high, covered with brass plates. It's called “Thong Jang Ko” According to legend, it is a place that contains relics.




viharn Phra Phut

ที่มา:https://pantip.com/topic/37273043

        Viharn Phra Phut, which is south of the main chedi, dates back to the 13th century and is the oldest structure in the compound. The Viharn Phra Phut, a small chapel built in 1802 with a beautifully carved fascade. 
     The principal Buddha image seated on a high pedestal opposite the viharn’s entrance is more than 5 meters high. The image is in the Bhumisparsha mudra (“Calling the Earth to Witness”)
    When you close the door, a mirror image of the temple is formed on the wall or the white sheet suspended there thanks to a camera obscura penomenon. The image is projected (upside down) onto a white cloth, Unfortunately, only men are allowed to see.

ที่มา:https://www.paiduaykan.com/76_province/north/lampang/pratadlampang.html

 
The Viharn Nam Tam


ที่มา:https://palungjit.org/threads/

       The Viharn Nam  Tam Or the temple of colored paintings ("Tam" means paintings), built in 1501It is believed to be the oldest wooden temple building in Thailand that is still in its original state. The pillars in the viharn’s interior are stencilled with elaborate lai kham decorations. The principal Buddha image is in the Bhumisparsha mudra, and is surrounded by a few standing Buddha images.

ที่มา:https://pantip.com/topic/37273043



The Viharn Phra Chao Sila

ที่มา:http://www.hflight.net/forums/topic/10025-cr-peter

     The Viharn Phra Chao Sila was probably built in the 14th or 15th century. It is enshrined the Phra Chao Sila, the oldest Buddha statue in Lavo The father of Queen Chamadevi is enshrined here. The open viharn has a three tiered roof, the ends of which are decorated with chofah in the form of stylized Naga serpents. The front façade that contains a Thewada figure (a kind of celestial being) is intricately decorated in blue and gold colors.

ที่มา:http://www.hflight.net/forums/topic/10025-cr-peter


         To go around the temple and see the local area, charter one of the horse drawn carriages waiting outside of the complex, which should cost around 150 – 200 Thai Baht.




Whoever Was Born in the Year of Ox

ที่มา:https://www.pinterest.es/pin/777152479428698025/
     
 This temple represents the ox and a relic of Buddha’s hair is now  ar of Ox, come visit Wat Phra Tat Lampang Luang Temple .Similar to the Chinese Zodiac conception, Thais also have 12 different animals assigned for each year.





      In addition, Wat Phra That Lampang Luang is also enshrined. "Phra Kaew Don Tao" (Phra Kaew Morakot), the priceless Buddha statue of Lampang Is a Buddha statue of meditation Lanna art engraved with green jade.Every year, Lampang people organize for the ritual bathing of Phra Kaew


Salung Luang Songkran Festival

ที่มา:https://sites.google.com/site/lampangtraveling/home/culture/salungluang

      Salung Luang Songkran Festival in Lampang Province takes place on the 12th April of every year which falls on Songkran Day. The large Salung Luang procession will be performed around Lampang city to receive lustral water combined with turmeric, acacia, Thai scented water and fragrance for the ritual bathing of Phra Keaw Morakot Don

ที่มา:https://picpost.postjung.com/310721.html#pic14


Entrance fee & opening hours

The Phra That Lampang Luang grounds are open from 7.30 am until 5 pm. Admission is free.

The trip
   Use the Lampang - Thoen road To the 586 kilometer mark, turn into the Kao District Office From there, turn right for another 2 kilometers to the crossroad for 1 kilometer or take the blue minibus at Rop Wiang Road. The total distance from Lampang town is about 18  kilometers  
 If you driving or cycling from Lampang, head south on Th Phahonyothin/AH2 and take the Ko Kha exit, then follow the road over a bridge and bear right. Follow the signs and continue for 3km over another bridge until you see the temple on the left.




Bibliography


My Chiang Mai.( 2017 ). Phra That Lampang Luang Temple, March 6,2020 From https://mychiangmaitour.com/lampangluang_temple/

RenownTravel.(2016). Wat Phra That Lampang Luang. March 6,2020 From https://www.renown-travel.com/temples/wat-phra-that-lampang-luang.html

กระทรวงวัฒนธรรม.(2559).วัดพระธาตุลำปางหลวง.สืบค้นเมื่องวันที่ 6 มีนาคม 2563 จาก https://www.m-culture.go.th/travel/ewt_news.php?nid=819

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา(2560).วัดพระธาตุลำปางหลวง.สืบค้นเมื่องวันที่ 6 มีนาคม 2563 จาก https://thailandtourismdirectory.go.th/th/info/attraction/detail/itemid/5364

กระปุก.(2561).พระธาตุลําปางหลวง มนตร์เสน่ห์ความงามล้านนา.สืบค้นเมื่องวันที่ 6 มีนาคม 2563 จาก https://travel.kapook.com/view31763.html

 Paiduaykan.(2562). วัดพระธาตุลำปางหลวง สืบค้นเมื่องวันที่ 6 มีนาคม 2563 จาก https://www.paiduaykan.com/76_province/north/lampang/pratadlampang.html

Ministry of Tourism and Sports.(2018). Salung Luang Songkran Festival, Lampang Province March 6,2020 From https://thailandtourismdirectory.go.th/en/info/activity/detail/itemid/22141